Author Topic: หมดกำลังใจ ไม่อยากทำงาน  (Read 2267 times)

Apiwut Pimolsaengsuriya

  • Administrator
  • Full Member
  • *****
  • Posts: 208
    • View Profile
    • Email
     หลังจากจบงานสัมมนาที่ไปเป็นวิทยากรรับเชิญ รุ่นน้องซึ่งเป็นผู้จัดงานเดินเข้ามาขอบคุณเป็นการส่วนตัว ผมแสดงความยินดีกลับไปสำหรับความสำเร็จของงาน เธอขอบคุณพร้อมทั้งยิ้มให้ แต่ผมกลับมีความรู้สึกว่า มีบางอย่างที่ขัด ๆ ในการยิ้มของเธอ

     ใช่แล้วครับ! ตาของเธอกลับไม่ได้ยิ้มด้วย ผมจึงลองสอบถามดูว่า มีอะไรหนักใจไหม เธอหลบตาแล้วตอบว่า “ไม่มีคะ” ผมยืนอยู่เฉยสักครู่หนึ่ง ก่อนที่เธอจะค่อย ๆ เหลือบตามองพร้อมทั้งถอนหายใจ จากนั้นเราก็หามุมสงบๆ ที่พอจะนั่งคุยกันได้โดยคนอื่นไม่สนใจ

     “พักนี้ไม่รู้เป็นยังไง แม้งานที่ทำจะประสบความสำเร็จ แต่น้อง (ชื่อเล่นของเธอ) กลับไม่ค่อยดีใจเลย รู้สึกเหนื่อยและเบื่อยังไงไม่รู้” หลังจากนั้นเธอก็ระบายความอัดอั้นให้ฟัง

     ผมวินิจฉัยดูแล้ว อาการอย่างนี้เรียกว่า Burnout คือเครียดจากการทำงานจนรู้สึกท้อแท้ ถดถอย ผมถามต่อว่า “อะไรทำให้รู้สึกเบื่อ”

     “น้องรู้สึกว่า ต้องทำเองทุกอย่าง ถึงแม้จะมีลูกน้องแต่พวกเขาก็แค่ทำตามที่บอก คิดเองไม่เป็น ต้องให้คอยจี้ ให้ตามทุกเรื่อง”
ผมถามกลับไปว่า “คิดไม่เป็น หรือ ไม่เปิดโอกาสให้ได้คิด”

     น้องเงียบไป ไม่ตอบอะไร

     ผมเข้าใจในทันที ด้วยอุปนิสัยของเธอที่ชอบทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบที่สุด จึงมักไม่ค่อยไว้วางใจให้ใครทำงานแทน ผมถามน้องกลับไปว่า “อยากหายจากอาการนี้ไหม” เธอพยักหน้า “แต่ต้องเปลี่ยนแปลงตนเองนะ” น้องพยักหน้าอีก

     การ Burnout ลักษณะนี้ สามารถแก้ไขได้โดยการเปลี่ยนจุดสนใจของตนเอง จากที่เคยมุ่งเน้นที่ความสำเร็จเฉพาะตน เป็นมุ่งเน้นที่ความสำเร็จของทีมงานแทน โดยเริ่มต้นจาก...

     เปลี่ยนจากการเป็นผู้บริหารทีม มาเป็นผู้นำทีม – การบริหารเป็นการกระทำที่ช่วยสนับสนุนค้ำจุนให้งานและทีมประสบความสำเร็จ ผ่านการจัดการให้คน ทรัพยากร เวลา และงบประมาณไปกันได้อย่างเหมาะสม แต่ผู้นำที่อยู่ด้านบนของปีระมิด มักไม่ได้ลงมาดูในรายละเอียดทุกขั้นตอน แต่ใช้วิธีการกระจายหน้าที่ออกไปให้ผู้อื่นช่วยบริหารจัดการแทน โดยตัวเองมองอยู่ข้างบนเพื่อให้คำแนะนำ และมองในภาพรวมเพื่อให้แน่ใจว่า งานที่กระจายออกไป จะกลับมาอย่างถูกต้อง ตรงเวลา ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้

     ให้อำนาจกับผู้อื่น – ผู้ที่ประสบความสำเร็จส่วนมากเป็นคนเก่งในสิ่งที่ทำ จึงทำให้ไม่ค่อยกระจายงานที่ตนเองทำได้ดีให้กับผู้อื่นหัวหน้าลักษณะนี้มักเข้าไปล้วงลูกจากพนักงานเสมอ ส่งผลให้คนเก่ง ๆ หลายคนไม่สามารถอยู่ได้และสุดท้ายจึงต้องเป็นคนทำงานเหล่านั้นเองทั้งหมด ถ้าอยากหลุดออกจากวงจรนี้ ต้องถอยตัวเองออกมาแล้วปล่อยให้คนอื่นทำบ้าง แน่นอนว่าการปล่อยในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการให้เขาบริหารจัดการงานในรายละเอียดเท่านั้น หากแต่ต้องปล่อยอำนาจให้เขาตัดสินใจได้ด้วย

     ยินดีกับความสำเร็จของผู้อื่น – การที่เราทำงานจนประสบความสำเร็จอาจทำให้ตนเองรู้สึกดี มีความภาคภูมิใจ แต่สำหรับผู้นำแล้ว ความสำเร็จในการทำงานเกิดจากความสำเร็จของลูกทีมแต่ละคน ต่างหาก ดังนั้นหากลูกทีมทำงานจนประสบความสำเร็จ จงฉลองความสำเร็จนั้น สร้างความภาคภูมิใจให้กับตนเองผ่านการได้เห็นความสำเร็จของผู้อื่น ความสำเร็จในลักษณะนี้ นอกจากจะทำให้รู้สึกยินดีกับตนเองแล้ว ยังเป็นกำลังใจให้กับคนในทีมอีกด้วย

     สุดท้ายและเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด คือ ต้องหยุดพฤติกรรมที่คาดหวังให้ทุกอย่างออกมาสมบูรณ์แบบให้ได้ ผมยอมรับว่าเรื่องนี้ทำได้ยาก เพราะในเมื่อตนเองสามารถทำทุกอย่างได้ดี ก็ย่อมอยากที่จะทำสิ่งนั้นเองเพราะให้คนอื่นทำคงได้ไม่ดีเท่า แต่เชื่อเถอะว่าไม่มีใครทำอะไรได้ดีไปเสียทุกอย่าง จงยอมรับในสิ่งที่เป็นจุดอ่อนของตนเอง คุณรู้ไหมว่าการยอมรับและทำความเข้าใจกับตนเอง มีผลทำให้เกิดความเครียดน้อยลงและความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับทีมงานดีขึ้นด้วย

     เมื่อพูดจบ น้องยกมือไหว้ “ขอบคุณคะ จะพยายามลองทำดู โดยเฉพาะข้อสุดท้าย” แล้วเราก็รำลากันไป
« Last Edit: June 04, 2011, 06:59:58 AM by Apiwut Pimolsaengsuriya »